วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551

Nippon ที่ฉันชอบ


ในภาษาญี่ปุ่น ชื่อประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า นิปปง (にっぽん) หรือ นิฮง (にほん) ซึ่งใช้คันจิตัวเดียวกันคือ 日本 คำว่านิปปง มักใช้ในกรณีที่เป็นทางการ ส่วนคำว่า นิฮง จะเป็นศัพท์ที่ใช้โดยทั่วไป

สันนิษฐานว่าประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นใช้ชื่อประเทศว่า "นิฮง/นิปปง (日本)" ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังคริสต์ศตวรรษที่ 7 จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8[8][9] ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ และทำให้ญี่ปุ่นมักถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ชื่อนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการติดต่อกับราชวงศ์สุยของจีนและหมายถึงการที่ญี่ปุ่นอยู่ในทิศตะวันออกของจีน ก่อนที่ญี่ปุ่นจะมีความสัมพันธ์กับจีน ญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักในชื่อยะมะโตะ

ชื่อเรียกประเทศญี่ปุ่นในภาษาอื่น ๆ เช่น เจแปน (อังกฤษ: Japan) ยาพัน (เยอรมัน: Japan)[12] ฌาปอง (ฝรั่งเศส: Japon) ฮาปอง (สเปน: Japón) รวมถึงคำว่าญี่ปุ่นในภาษาไทย ล้วนแต่เป็นคำที่ถอดเสียงมาจากคำอ่านตัวอักษรจีน 日本国 ซึ่งอ่านว่าจีปังกู แต่ในสำเนียงแมนดารินอ่านว่า รื่เปิ่นกั๋ว (จีน: rì bĕn guó; 日本国) หรือย่อ ๆ ว่า รื่เปิ่น (rì bĕn; 日本)ส่วนในภาษาที่ใช้ตัวอักษรจีนอื่น ๆ เช่นภาษาเกาหลี (เกาหลี: 일본;日本) และภาษาเวียดนาม (เวียดนาม: Nhật Bản;日本) จะเรียกประเทศญี่ปุ่นโดยออกเสียงคำว่า 日本 ด้วยภาษาของตนเอง







ชาวญี่ปุ่นกินข้าวเป็นอาหารหลัก อาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงได้แก่ซูชิ เทมปุระ สุกียากี้ ยากิโทริและโซบะ อาหารญี่ปุ่นหลายอย่างดัดแปลงจากอาหารต่างประเทศ เช่นทงคัตสึ ราเม็งและแกงกะหรี่ญี่ปุ่น อาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมในต่างประเทศ เพราะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จากการสำรวจพบว่าในปี 2006 มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 20,000 แห่งทั่วโลก

ชาวญี่ปุ่นมีความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบ จึงทำให้มีอาหารประจำท้องถิ่นและอาหารประจำฤดู วัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ในอาหารญี่ปุ่นคือถั่วเหลือง ซึ่งนำมาทำโชยุ มิโสะ เต้าหู้ ถั่วแดงซึ่งมักนำมาทำขนม และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ เช่นคอมบุ นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนิยมกินซะชิมิหรืออาหารทะเลดิบอีกด้วย

ชาในญี่ปุ่นมีหลายชนิดซึ่งแตกต่างไปตามกรรมวิธีการผลิตและส่วนผสม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่นคือเหล้าสาเก (หรือนิฮงชุ ในภาษาญี่ปุ่น) ซึ่งผลิตโดยใช้วิธีหมักข้าว และโชชูซึ่งเป็นเหล้าที่เกิดจากการกลั่น

ภาวะผู้นำ (Leadership)


บทนำ

หากพูดถึง"ผู้นำ" เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่มีส่วนช่วย ให้องค์การประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลว และสามารถแข่งขันกับองค์การอื่นได้หรือไม่ ในโลกปัจจุบันที่ภาวะการแข่งขันนั้นสูงหากเราเปรียบองค์การเหมือนกับเรือลำหนึ่ง การที่เรือจะแล่นสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัยหรือไม่นั้น มีองค์ประกอบหลายประการทั้ง ความสามารถของลูกเรือสภาพทะเลฯลฯ แต่องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือ กัปตันหรือผู้นำในเรือลำนั้นหากกัปตันไม่มีความรู้ ความสามารถที่เพียงพอ โอกาสที่เรือจะเข้าสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัย ก็จะมีน้อยแต่ หากกัปตันมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ความชำนาญที่ดีแล้ว โอกาสที่เรือจะเข้าสู่ฝั่งได้อย่างปลอดภัยก็จะมีสูง เช่นเดียวกับองค์การหากมีผู้นำหรือ ผู้บริหารที่มี ีความรู้ สามารถ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ฯลฯ องค์การก็สามารถที่จะแข่งขันกับผู้อื่นได้ และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ในอดีตลักษณะผู้นำที่ดีและเข้มแข็งนั้น จะมองเพียงในด้านกายภาพ บุคลิกภาพ ความรู้ความสามารถ ความมั่งคั่ง และบารมี เท่านั้น แต่สำหรับในปัจจุบันที่เกิดการ เปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ผู้นำที่ดีและเข้มแข็งยังต้องมีวิสัยทัศน์ท ี่กว้าง ไกล มีการติดต่อสื่อสารในองค์การที่ดี ฯลฯ เพื่อที่จะนำองค์การไปสู่ความสำเร็จตาม ที่เป้า หมายได้ตั้งไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้สมาชิกในองค์การเกิดความพึงพอใจ ในงานที่เขา ทำด้วย

ที่ฉันได้เลือกวิชานี้มาเผยแพร่ก็เพราะ เป็นวิชาที่ได้ใช้ในชีวิตจริงและมีประโยชน์ทางด้าน การพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำทั้งทางด้านสังคมและการงานช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงาน และฉันรู้สึกว่าวิชานี้เรียนแล้วได้ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา ไม่ปิดกั้นความคิดของฉันส่วนใดส่วนหนึ่ง

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สามปีในรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ชีวิตสามปีที่ผ่านมาของฉัน ถือว่าเป็นสามปีที่ได้รับประสบการณ์อย่างดี ทำให้แกร่งขึ้นและมองโลกในอีกแบบที่เคยมอง มันอาจจะแตกต่างจากที่เคยมีทัศนะคติเอาไว้ แต่ก็ถือว่ามันคือประสบการณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง ซั่งนั่นอาจจะเป็นเพราะฉันเปิดใจให้กว้างขึ้น และยอมรับความเป็นจริงของโลกมากขึ้นก็ได้

และนั่นอาจจะทำให้ตัวของฉันรู้สึกว่าตอนนี้ตัวฉันนั้น น่าจะโตขึ้นก้าวสู้อีกวัยแล้ว และก็คิดอีกว่าประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยที่สอนฉันในหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ฉันควรจะจดจำและควรทำตามในเรื่องไหนดี ซึ่งประสบการณ์ที่สอนฉันเหล่านั้นมันทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น ฉันใช้ชีวิตโดยพึ่งพาตัวเองมากกว่าพึ่งพาคนอื่น เพราะฉันได้เรียนรู้แล้วว่า การพึ่งพาคนอื่นนั้นมันก็เป็นเหมือนการ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เหมือนกับที่แม่ของฉันเคยสั่งสอนฉันมาตลอด และฉันก็พบแล้วว่ามันจริงอย่างที่ท่านเคยบอกไว้


ประสบการณ์ที่ไม่ดีของฉันก็มีแต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร มันอาจจะเป็นเพราะความประมาทของฉันเองและ ฉันก็ไม่ได้โทษใคร และทุกวันนี้ก่อนที่จะทำอะไร ฉันก็จะคิดถึงเหตุการณ์ที่มันเคยเกิดขึ้น และจำไว้เป็นบทเรียนในวันข้างหน้าเสมอ

และประสบการณ์ที่น่าจดจำที่สุดก็คือได้เจอเพื่อนที่ดี ก็เพราะว่าการที่ฉันได้เจอะเจอกับเพื่อนที่ดีของฉัน นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการได้ก้าวไปสู่การค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ฉันอาจจะยังไม่เคยได้พบเจอ และได้แลกเปลี่ยนทัศนะคติที่มีต่อโลก ต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลก จากเพื่อนของฉันนั่นเอง ซึ่งถือว่าฉันโชคดีที่ได้ความรู้ใหม่ๆเพียบบ ฮ่าๆๆๆ

ในสิ่งสุดท้าย ก่อนชีวิตฉันจะก้าวเข้าสู่ปีสุดท้ายกับการใช้ชีวิตมหาลัยฯ ฉันคิดว่าฉันจะต้องได้เจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวฉันเองอีก และ แน่นอนที่ฉันจะต้องกอบโกยเอาความรู้ใหม่ๆเข้าสมองให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ในอนาคต ฉันจะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง และมีวิสัยทัศน์ และเป็นคนดีของสังคมอย่างแน่นอน!!!

สิ่งที่ทำให้ฉันจะก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีอย่างเต็มตัวได้นั้น ฉันได้ยึดหลักจากพ่อหลวงของเรา
จาก
พระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีไปถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

ดังมีว่า

ลูกพ่อ

ในพื้นแผ่นดินนี้
ทุกสิ่งเป็นของคู่กันมาโดยตลอด มีความมืดและความสว่าง ความดีและความชั่ว
ถ้าให้เลือกในสิ่งที่ตนชอบแล้ว
ทุกคนปรารถนาความสว่างปรารถนาความดีด้วยกันทุกคน
แต่ความปรารถนานั้นจักสำเร็จลงได้ จักต้องมีวิธีที่จักดำเนินให้ไปถึงความสว่าง หรือ ความดีนั้น

ทางที่จักต้องไปให้ถึงความดีก็คือรักผู้อื่น
เพราะความรักผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา
ถ้าให้โลกมีแต่ความสุขและเกิดสันติภาพ
ความรักผู้อื่นจักเกิดขึ้นได้
พ่อขอบอกลูกดังนี้...
1. ขอให้ลูกมองผู้อื่นว่า เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าอดีต...ปัจจุบัน...อนาคต
2. มองโลกในแง่ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ควรมองโลกจากความเป็นจริง อันจักเป็นทางแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง และเหมาะสม
3. มีความสันโดษ คือ

-มี ความพอใจเป็นพื้นฐานของจิตใจ พอใจตามมีตามได้ คือได้อย่างไร ก็เอาอย่างนั้น ไม่ยึดติด ขอให้คิดว่ามีก็ดี ไม่มีก็ได้ พอใจตามกำลัง คือมีน้อยก็พอใจตามที่ได้น้อย

-ไม่เป็นอึ่งอ่างพองลมจะเกิดความเดือดร้อนในภายหลัง

-พอใจตามสมควร คือทำงานให้มีความพอใจเหมาะสมแก่งาน

-ให้ดำรงชีพให้เหมาะสมแก่ฐานะของตน

4. มีความมั่นคงแห่งจิต
คือ ให้มองเห็นโทษของความเกียจคร้าน และมองเห็นคุณประโยชน์ของความเพียร และเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาให้ภาวนาว่า...มีลาภ มียศ สุขทุกข์ปรากฏ สรรเสริญนินทา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ เป็นกฎธรรมดา อย่ามัวโศกานึกว่า 'ชั่งมัน'




**และสุดท้ายขอให้เพื่อนๆที่รักของฉันทุกคนจงโชคดี และจงพอใจกับทุกๆวันที่ได้มีชีวิตอยู่**



ปล.บ้านหนูก็มีค่ะ ^_______^


รูปที่มีทุกบ้าน - ธงชัย แมคอินไตย์